News

สถาปนิกกับ เมืองแนวตั้ง นิยามใหม่ของอาคารสูงที่ไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย

สถาปนิกกับ เมืองแนวตั้ง

ที่อยู่อาศัยแบบอาคารสูงในปัจจุบันนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแสดงออกถึงความมั่งคั่งหรือความทันสมัยทางวิศวกรรมอาคารเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นเมือง ที่อยู่ในการออกแบบแนวตั้ง (Vertical City) ที่สถาปนิกต้องสื่อสารออกมาให้ได้ว่าเมืองแนวตั้งนี้จะเป็นการเข้ามาตอบโจทย์ปัญหาความหนาแน่นของประชากร ความก้าวหน้าของคุณภาพชีวิต สร้างระบบนิเวศที่อยู่ได้จริงในปัจจุบัน สถาปนิกต้องคำนึงถึงอะไรบ้างในเมืองแนวตั้ง บทความนี้จะพาไปสำรวจกัน !

เมืองแนวตั้งคืออะไร คนยุคใหม่จำเป็นต้องมีเมืองแนวตั้งมากกว่าตึกสูงระฟ้าจริงไหม

เมืองแนวตั้ง ถือเป็น Ideal ที่เกิดขึ้นมาเพื่อลบภาพว่าการอยู่อาศัยการใช้ชีวิตไม่ข้องเกี่ยวข้องตึกสูงระฟ้าเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนจากการใช้ชีวิตบนพื้นราบ ให้ขึ้นมาอยู่เป็นเมืองในแนวตั้งอย่างมีประสิทธิภาพ รองรับการใช้ชีวิต การสร้างชุมชน ตอบโจทย์กับสังคมเมืองที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เมืองแนวตั้งไม่ใช่แค่ตึกสูงที่เป็นอาคาร แต่ต้องเป็นการผสมผสานทั้งชีวิต ไลฟ์สไตล์และวัฒนธรรมลงไปในเมืองแนวดิ่งนี้ “สถาปนิก” จึงมีบทบาทสำคัญในการออกแบบระบบนิเวศในการอยู่อาศัยที่มีชีวิตชีวาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

ปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดแนวคิดเมืองแนวตั้ง คืออะไร ?

  • เมืองเกิดการขยายตัว (Urbanization) : มาจากผู้คนที่หลั่งไหลเข้าสู่เมืองหลวงด้วยปัจจัยสาเหตุที่แตกต่างกัน ทำให้เมืองเกิดการขยายตัว พื้นที่แนวราบไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต ทำให้แนวคิดเมืองแนวตั้งเกิดขึ้น
  • เมืองแนวตั้งตอบโจทย์ความยั่งยืน (Sustainability) : เพราะการสร้างตึกแนวดิ่ง สถาปนิกออกแบบบ้านสามารถลดการใช้ทรัพยากรแนวราบได้ เพราะมีความครบวงจรมากกว่าในพื้นที่เดียวกัน สามารถทำสวนแนวตั้งและมีการจัดการดูแลทรัพยากรต่าง ๆ ภายในอาคารอย่างเหมาะสม ส่งเสริมการใช้ชีวิตแบบเดินได้ (walkable) ลดการใช้พลังงานจากรถยนต์ส่วนตัว
  • ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผสมผสาน (Integrated Lifestyles) : เพราะสถาปนิกออกแบบตึกแนวตั้งต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตในพื้นที่แนวดิ่ง เช่น ที่พัก ศูนย์การค้า ที่ทำงาน พื้นที่สาธารณะ ฯลฯ เหมาะกับคนที่ไม่ต้องการเสียเวลาในการเดินทางเพื่อใช้ชีวิตหลาย ๆ ที่

ทำไมคนยุคใหม่ถึงสนใจ “เมืองแนวตั้ง” มากกว่าตึกระฟ้าหรือพื้นที่แนวราบ

ด้วยค่านิยมการใช้ชีวิตและวิถีชีวิตคนเมืองที่เปลี่ยนไป ทำให้ภาพที่คนมีต่อเมืองแนวตั้งในด้านบวกมีมากขึ้น คนไม่ได้มองว่าเป็นการซื้อพื้นที่ในอากาศ แต่มองว่าเป็นการพาตัวเองเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศที่ครบครัน ลดสภาะรบกวนจากสิ่งแวดล้อมรอบข้าง ไม่แออัด ง่ายต่อการใช้ชีวิต และมีความยั่งยืนมากกว่า 

ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นการที่เมืองแนวตั้งจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่มากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสถาปนิกที่ทำการออกแบบตึกแนวตั้งแต่ละที่ ว่ามีการวางแผน ออกแบบให้เมืองแนวตั้งนั้น ๆ มีความน่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อผู้อยู่อาศัยได้มากแค่ไหนด้วย

องค์ประกอบในการออกแบบเมืองแนวตั้งที่สมบูรณ์ มีอะไรบ้าง

สำหรับสถาปนิกหรือสถาปนิกออกแบบบ้านที่มองหาองค์ประกอบสำคัญในการที่จะทำให้เมืองแนวตั้งมีความสมบูรณ์ ตอบโจทย์ และมีคุณค่าต่อการอยู่อาศัยและใช้ชีวิต คือการสร้างสภาพแวดล้อมให้มีความครบวงจร น่าอยู่ ครบครัน ตัวสถาปนิกจะต้องมองที่องค์ประกอบปลีกย่อยต่าง ๆ ดังนี้

การออกแบบพื้นที่ให้รองรับการใช้งานที่หลากหลาย 

หัวใจสำคัญของการออกแบบเมืองแนวตั้งโดยสถาปนิกคือการวางแผนพื้นที่การใช้งานที่หลากหลาย เพื่อให้คนที่มีไลฟ์สไตล์ต่างกันสามารถอยู่ร่วมกันได้โดยไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกลิดรอนสิทธิ์บางอย่าง หรือถูกละเมิดสิทธิ์บางอย่างไป และรู้สึกได้เป็นส่วนหนึ่งของชุมชน เช่น มีส่วนที่พักอาศัยที่เหมาะสม มีคุณภาพ ใช้หลักการเหมือนการออกแบบบ้านทั่วไป, พื้นที่สำหรับการทำงาน (Co-Working Space, Office), พื้นที่สำหรับออกกำลังกาย, มีพื้นที่พักผ่อนหรือสันทนาการ, พื้นที่สีเขียวสำหรับพักผ่อนร่างกายจิตใจ (Green Space) ไปจนถึงการมีพื้นที่สาธารณะสำหรับใช้งานร่วมกันภายในอาคารแนวดิ่ง

ระบบการสัญจรและการเชื่อมต่อ 

การวางเส้นทางการสัญจรที่สะดวกและเชื่อมต่อกันได้ง่ายดาย ถือเป็นหัวใจของเมืองแนวตั้งที่สถาปนิกต้องให้ความสำคัญและออกแบบการเชื่อมต่อแบบส่งเสริมทั้งการเดินและการใช้ลิฟต์ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความต้องการของผู้ใช้งาน

ออกแบบพื้นที่ส่วนกลาง

เป็นอีกบทบาทที่สถาปนิกจะต้องใส่ใจในรายละเอียด ดีเทล และคอนเซปต์ในการออกแบบให้เหมาะสมกับรูปแบบอาคาร พื้นที่ส่วนกลางจะต้องเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้และเป็นมิตรกับผู้ใช้งาน รวมทั้งควรมีพื้นที่สีเขียว เช่น พื้นที่ส่วนกลางแบบสวนลอยฟ้า หรือสวนภายในตึก เพื่อให้คนได้มี Community และสร้างปฏิสัมพันธ์ ซึ่งเป็นไอเดียสำคัญของเมืองแนวตั้งนั่นก็คือ “ระบบนิเวศที่มีชีวิตชีวา”

สถาปนิกต้องออกแบบอาคารอย่างยั่งยืน

ความยั่งยืนคือในทุกแง่มุม และในทุกมิติของการออกแบบ สถาปนิกจะต้องใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัสดุที่จะสามารถอยู่ได้นาน มีความคงทน กระบวนการผลิตไม่ทำลายโลกและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการออกแบบให้เมืองแนวตั้งมีการจัดการพลังงานที่ดี ลดการใช้พลังงานได้ แต่ต้องไม่รบกวนความสุขในการใช้ชีวิตของผู้คน

 

สถาปนิกกับ เมืองแนวตั้ง

 

ความท้าทายที่สถาปนิกต้องพบกับการออกแบบเมืองแนวตั้ง มีอะไรบ้าง 

แน่นอนว่าสำหรับสถาปนิกการออกแบบเมืองแนวตั้งย่อมมีความท้าทายที่แตกต่างจากการออกแบบบ้านทั่วไป ทั้งเรื่องของการจัดสรรพื้นที่แนวดิ่งให้เกิดประสิทธิภาพ ความปลอดภัย ระบบวิศวกรรมอาคารต่าง ๆ ที่ต้องใส่ใจรายละเอียด รวมถึงสถาปนิกยังต้องออกแบบอาคารที่สร้าง Dynamic ในการใช้ชีวิตได้อย่างครอบคลุม เช่น

  • ความท้าทายทางวิศวกรรมโครงสร้าง การดูแลความปลอดภัยทั้งก่อนและหลังออกแบบ ไปจนถึงการจัดการระบบสาธารณูปโภคในอาคารที่มีความซับซ้อนสูงมากกว่าพื้นที่แนวราบ
  • ความท้าทายของสถาปนิกยุคใหม่ ในเรื่องการสร้างประสบการณ์ที่น่าพึงพอใจให้กับผู้เข้าอยู่อาศัย และผู้ใช้งานอาคารแนวดิ่ง
  • ความท้าทายด้านการสร้างสรรค์สังคม ชุมชน การบริหารจัดการและดูแลระบบเศรษฐกิจในเมืองแนวตั้ง 
  • ความท้าทายด้านความเชื่อมั่น สถาปนิกต้องมีวิสัยทัศน์แห่งอนาคตที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้อยู่อาศัยได้ ว่าการออกแบบเมืองแนวตั้งนี้จะสามารถพึ่งพาตนเองได้ ยืดหยุ่น และยั่งยืนอย่างไร

สรุป

เพราะปัจจุบันนี้เมืองแนวตั้งไม่ได้เป็นเพียงภาพในจินตนาการ แต่เป็นทิศทางสำคัญในการยกระดับและพัฒนาที่อยู่อาศัยของเมืองในไทยและเมืองทั่วโลก โดยผู้รับบทสำคัญก็คือสถาปนิกที่ต้องผลักดันแนวคิดนี้ให้เกิดขึ้นจริงอย่างกว้างขวาง ให้คำนิยามได้ว่า “เมืองแนวตั้ง” ไม่ใช่แค่ตึกสูงทั่วไป แต่เป็นสถาปัตยกรรมที่รวบรวมระบบนิเวศการใช้ชีวิตแบบสังคมเมืองให้เข้ามาอยู่ในรูปแบบของตึกแนวดิ่งแบบครบวงจร ลดการใช้ทรัพยากรโลก และสร้างคุณภาพชีวิตให้กับทุกคนได้มากกว่าแค่การเป็นสถาปัตยกรรมสูงตระหง่านทั่วไป

 

FAQ เกี่ยวกับสถาปนิกและการออกแบบเมืองแนวตั้ง

เมืองแนวตั้งมีข้อจำกัดเรื่องไหนบ้าง

  • ค่าก่อสร้างและบำรุงรักษาสูงมาก เนื่องมาจากความซับซ้อนของโครงสร้างและระบบต่าง ๆ ภายในอาคาร
  • ยิ่งมีประชากรหนาแน่น ก็ต้องการระบบสาธารณูปโภคน้ำ ไฟฟ้า และการกำจัดขยะที่มากขึ้นตามไปด้วย
  • อาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกและจิตใจ เช่น ก่อให้เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยว การรู้สึกถูกกันออกจากโลกภายนอก
  • ใช้ความซับซ้อนสูงเพื่อการจัดการเมื่อเหตุฉุกเฉิน เช่น อัคคีภัย แผ่นดินไหว หรือภัยธรรมชาติอื่น ๆ 
  • อาจมีข้อจำกัดด้านผังเมืองและข้อกฎหมายเกี่ยวกับการสร้างอาคารที่ทำให้โครงสร้างไม่สามารถสร้างได้จริง

 อนาคตของเมืองแนวตั้งจะเป็นอย่างไรในอีก 20-30 ปีข้างหน้า

  • เมืองแนวตั้งในอนาคตจะมีความสมบูรณ์และตอบโจทย์การใช้ชีวิตที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีในอนาคตที่ล้ำหน้าที่สามารถเข้ามาช่วยลดภาระการออกแบบของสถาปนิก เช่น AI, IoT และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่ทำให้การสร้างเมืองแนวตั้งมีความง่าย สะดวก และรองรับจำนวนคนได้เพียงพอ

 จะสะท้อนอัตลักษณ์หรือสัญลักษณ์ท้องถิ่นลงไปในเมืองแนวตั้งได้อย่างไร

  • ขึ้นอยู่กับไอเดียการออกแบบของสถาปนิกว่าจะผสมผสานระหว่างวัฒนธรรม อัตลักษณ์ท้องถิ่น พื้นที่ต่าง ๆ ลงไปผ่านการออกแบบส่วนต่าง ๆ ของอาคารอย่างไรให้เหมาะสมกับการเป็นอาคารสมัยใหม่ แต่ก็ยังสะท้อนให้เห็นประวัติศาสตร์พื้นที่ และบริบทของบริเวณที่อยู่อาศัยออกมาได้อย่างสวยงาม

PH/AD เราคือผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายในครบวงจรโดยคุณ ปัทม์ สุวรรณสา สถาปนิกที่หลงไหลในการออกแบบสถาปัตยกรรม PH/AD ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน สร้างสรรค์พื้นที่ในฝันของคุณให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบบ้าน ออกแบบภายในออฟฟิศ โดยทีมสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ สอบถามรายละเอียด ติดต่อ 080-269-5741 หรือ คลิกที่นี่