News

Biophilic Design สร้างพื้นที่ทำงานที่เชื่อมโยงธรรมชาติ

ตกแต่งภายในออฟฟิศ Biophilic Design

ทุกวันนี้เราใช้เวลาในที่ทำงานมากกว่าที่บ้านด้วยซ้ำ แล้วจะดีแค่ไหนถ้าเราสามารถออกแบบออฟฟิศที่เคยมีแค่โต๊ะกับคอมฯ ให้กลายเป็นที่ที่มีธรรมชาติเข้ามาอยู่ด้วยจริงๆ ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้ แสงธรรมชาติ หรือแม้แต่เสียงลมเบาๆ ก็ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและโฟกัสกับงานได้มากขึ้น แนวคิด Biophilic Design เลยกลายเป็นไอเดียที่หลายออฟฟิศเริ่มหยิบมาปรับใช้ เพราะช่วยให้คนทำงานรู้สึกดีขึ้นทั้งสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความคิดสร้างสรรค์ ว่าแต่ Biophilic Design คืออะไร แล้วจะเปลี่ยนออฟฟิศให้เชื่อมกับธรรมชาติได้ยังไงบ้าง มาดูไปพร้อมกันเลย

Biophilic Design คืออะไร?

เคยรู้สึกไหมว่าพอเราอยู่ในที่ที่มีต้นไม้ ลมพัดเบาๆ หรือแสงแดดส่องผ่านบานหน้าต่าง มันช่วยให้รู้สึกดีขึ้นได้แม้จะเหนื่อยล้าจากการทำงาน นี่คือพลังของธรรมชาติที่ส่งผลกับเราโดยตรง และ Biophilic Design ก็คือแนวคิดที่หยิบเอาพลังเหล่านี้มาใช้ในการออกแบบ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน คาเฟ่ หรือแม้แต่การออกแบบออฟฟิศ เพื่อให้คนได้ “เชื่อมโยง” กับธรรมชาติแม้จะอยู่ในเมือง เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยให้เราผ่อนคลาย มีสมาธิ และทำงานได้ดีขึ้น

แนวคิด Biophilic Design ที่สมบูรณ์แบบ จะต้องมีการวางองค์ประกอบอย่างจริงจัง โดยแบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างลงตัว ได้แก่

1. การเชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยตรง (Direct Experience of Nature)

การเชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยตรงก็คือการนำธรรมชาติจริงๆ เข้ามาตกแต่งภายในออฟฟิศ เช่น ต้นไม้ ดอกไม้ประดับ หรือแม้แต่น้ำพุในออฟฟิศ ทุกอย่างที่เราสัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก หรือแม้แต่ผิวสัมผัส ถือว่าอยู่ในหมวดนี้หมด จุดเด่นของวิธีนี้คือทำให้เรารู้สึกใกล้ธรรมชาติแบบไม่ต้องตีความมากมาย ช่วยรีเซ็ตความเครียด เติมความสดชื่นให้สมองได้ดีมากๆ

2. การเชื่อมโยงกับธรรมชาติโดยอ้อม (Indirect Experience of Nature)

องค์ประกอบนี้จะไม่ได้นำต้นไม้ของจริงเข้ามาตกแต่งภายในออฟฟิศ แต่จะเป็นการออกแบบออฟฟิศให้รู้สึกมีธรรมชาติอยู่รอบตัว เช่น การเลือกใช้วัสดุที่มีพื้นผิวแบบไม้หรือหิน ใช้กลิ่นอโรมาจากธรรมชาติ ใช้โทนสีอบอุ่นแบบ earthy tone หรือแม้แต่งานศิลปะลายใบไม้บนผนัง ทั้งหมดนี้คือการออกแบบที่อาศัยความรู้สึก เป็นการหลอกสมองเบาๆ ให้คิดว่าเราอยู่ใกล้ธรรมชาติ ซึ่งเห็นผลดีกว่าที่คิด

3. การเชื่อมโยงกับพื้นที่และสถานที่ (Experience of Space and Place)

ข้อนี้ไม่เกี่ยวกับของตกแต่งเท่าไหร่ แต่เกี่ยวกับความรู้สึกในการอยู่ในพื้นที่นั้นๆ มากกว่า เช่น ออกแบบออฟฟิศให้มีโซนที่รู้สึกปลอดภัยเป็นส่วนตัว มุมที่แสงเปลี่ยนไปตามเวลา หรือการจัดเลย์เอาต์แบบเปิดโล่งที่ให้อารมณ์เหมือนเดินในสวน เป็นการสร้างสเปซที่มีเรื่องราว มีอารมณ์ร่วม และทำให้คนอยากอยู่ตรงนั้นนานๆ

ออกแบบออฟฟิศ Biophilic Design

ประโยชน์ของ Biophilic Design ในออฟฟิศ

การทำงานในออฟฟิศทุกวันแบบวนลูปเดิมๆ บางครั้งก็ทำให้หมดไฟได้ง่ายกว่าที่คิด การนำแนวคิด Biophilic Design มาใช้ในการออกแบบออฟฟิศหรือแม้แต่ในการตกแต่งภายในออฟฟิศ จึงช่วยเปลี่ยนบรรยากาศที่แข็งๆ ให้กลายเป็นพื้นที่ที่มีชีวิตขึ้นมาได้ และนี่คือ 5 เหตุผลที่หลายบริษัทยุคใหม่หันมาทำออฟฟิศให้เข้าใกล้กับธรรมชาติมากขึ้น

เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความคิดสร้างสรรค์

แค่มีแสงธรรมชาติลอดเข้ามาในห้องทำงาน หรือมีมุมต้นไม้เล็กๆ ใกล้โต๊ะทำงาน ก็ช่วยให้สมองปลอดโปร่งขึ้นได้ ซึ่งงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าคนที่ได้ทำงานในออฟฟิศที่มีธรรมชาติเข้ามาเกี่ยวข้องจะคิดไอเดียได้ลื่นกว่า และโฟกัสได้นานกว่าออฟฟิศที่มีแต่ผนังเรียบๆ พื้นสีเทาๆ ใครที่อยากให้ออฟฟิศกระตุกพลังครีเอทีฟ ลองปรึกษา สถาปนิกออกแบบภายในเพื่อจัดสเปซให้รับธรรมชาติได้มากขึ้นก็เป็นไอเดียที่ดี

ลดความเครียดและความเหนื่อยล้าของพนักงาน

เสียงนกร้องเบาๆ แสงแดดอุ่นๆ หรือแค่มุมเขียวๆ ที่มองแล้วสบายตา ก็มีผลกับอารมณ์ของเราโดยตรง เพราะธรรมชาติมีความสามารถพิเศษในการดึงเราออกจากความเครียดได้ ยิ่งในวันที่ต้องประชุมยาวทั้งวัน หรือต้องอยู่หน้าจอจนตาล้า การมี Biophilic Design ในออฟฟิศคือเหมือนการเติมแบตระหว่างวันได้ดีเลย

ปรับปรุงสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีของพนักงาน

Biophilic Design ไม่ได้ดีแค่กับสุขภาพใจแต่ยังส่งผลบวกกับร่างกายด้วย เช่น การจัดผังห้องให้แสงธรรมชาติเข้าถึงได้มาก ช่วยให้นาฬิกาชีวิตสมดุลขึ้น หรือการเลือกใช้วัสดุที่ไม่กักฝุ่น ก็ช่วยลดอาการแพ้และปัญหาทางเดินหายใจได้ การตกแต่งภายในออฟฟิศที่ใส่ใจทั้งสุขภาพและความสวยงาม จึงช่วยให้พนักงานรู้สึกดีและทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอีกระดับ

เพิ่มความน่าดึงดูดใจของออฟฟิศและสร้างภาพลักษณ์ที่ดี

ออฟฟิศที่ออกแบบมาดี มีบรรยากาศดี ไม่ได้แค่ดึงดูดคนเก่งให้เข้ามาร่วมทีมเท่านั้น แต่ยังทำให้ลูกค้าและพาร์ทเนอร์ประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกอีกด้วย แค่มีโซนรับแขกที่โปร่ง โล่ง มีกลิ่นหอมอ่อนๆ กับวิวต้นไม้เขียวๆ ก็รู้สึกต่างจากออฟฟิศทั่วๆ ไปแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าอยากให้ออฟฟิศกลายเป็น “ส่วนหนึ่งของแบรนด์” ที่สะท้อนตัวตนองค์กร ลองปรึกษาสถาปนิกออกแบบภายในที่เข้าใจแนวคิด Biophilic ไปด้วยกัน รับรองตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและฟีลลิ่งอย่างแน่นอน

ลดการใช้พลังงานในออฟฟิศ

นี่คือข้อดีแบบรักษ์โลกที่หลายคนไม่รู้ว่า Biophilic Design ทำได้ เพราะการเปิดรับแสงธรรมชาติแทนการเปิดไฟทั้งวัน หรือการเปิดหน้าต่างให้ลมธรรมชาติไหลผ่านแทนการเปิดแอร์ตลอดเวลา จะช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าไปได้เยอะมาก ไม่ใช่แค่ประหยัดค่าไฟ แต่ยังลดคาร์บอนฟุตพรินต์ให้กับองค์กรได้ด้วย

สถาปนิกออกแบบภายใน ออฟฟิศ Biophilic Design

แนวทางการนำ Biophilic Design มาประยุกต์ใช้ในออฟฟิศ

ไม่ต้องย้ายออฟฟิศไปอยู่กลางป่า เราก็สามารถดึงธรรมชาติเข้ามาอยู่ในที่ทำงานได้ง่ายๆ แถมยังไม่จำเป็นต้องใช้งบเยอะหรือต้องมีพื้นที่ขนาดใหญ่ เพราะการออกแบบออฟฟิศให้ได้ฟีล Biophilic Design มีหลายวิธีมาก และแต่ละแบบก็ปรับใช้ได้ตามสไตล์ขององค์กร ลองมาดูแนวทางสนุกๆ ที่นำไปใช้ได้จริงกัน

การเพิ่มพื้นที่สีเขียว

เริ่มต้นง่ายที่สุดด้วยการเติมต้นไม้สีเขียวเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นกระถางเล็กๆ บนโต๊ะทำงาน ตั้งพื้นตามมุมห้อง หรือใครที่พื้นที่เยอะหน่อยจะจัดสวนแนวตั้งบนผนัง หรือสวนดาดฟ้าให้กลายเป็นโซนพักเบรกสุดชิลก็ไม่ผิด ต้นไม้ไม่ได้แค่ทำให้ออฟฟิศดูสดชื่น แต่ยังช่วยกรองอากาศ แถมยังทำหน้าที่เป็นพร็อพถ่ายรูปที่ดีมากด้วย

การใช้แสงธรรมชาติ

ถ้าออฟฟิศมีหน้าต่างบานใหญ่หรือแค่มีมุมที่แสงส่องถึง อย่าปล่อยให้มันโดนปิดทึบด้วยม่านหรือฉากกั้น การปล่อยให้แสงธรรมชาติเข้ามาได้เต็มที่จะช่วยให้พนักงานรู้สึกตื่นตัวและมีพลังมากขึ้น หรือจะออกแบบเพิ่มช่องแสง (skylight) บนเพดานในจุดที่เหมาะ ก็ทำให้ออฟฟิศดูโปร่ง สบาย ไม่อึดอัด เหมาะกับการนั่งทำงานนานๆ แบบไม่รู้สึกหมดแรง

การใช้วัสดุจากธรรมชาติ

สำหรับคนที่อยากปรับฟีลโดยไม่ต้องปลูกอะไรเลย การเลือกใช้วัสดุธรรมชาติ เช่น ไม้จริง หิน ผ้าลินิน หรือวัสดุที่มีเทกซ์เจอร์ใกล้เคียงธรรมชาติ ก็ช่วยสร้างบรรยากาศแบบ Biophilic ได้เหมือนกัน ยิ่งได้สถาปนิกออกแบบภายในที่เข้าใจ mood & tone จะสามารถดีไซน์ให้ออกมาสวยแบบ minimal หรือ cozy ตามสไตล์ออฟฟิศได้เลย

การจำลองธรรมชาติ

ไม่ได้มีต้นไม้ก็ไม่เป็นไร แค่ใช้ของตกแต่งลายใบไม้ พื้นผิวที่คล้ายธรรมชาติ หรือโทนสีที่ได้แรงบันดาลใจจากดิน น้ำ ป่า ท้องฟ้า ก็เปลี่ยนความรู้สึกได้เยอะมากแล้ว จะเพิ่มกลิ่นแบบ natural หรือเปิดเสียงน้ำไหลเบาๆ ผ่านลำโพงในโซนพักเบรก ก็ช่วยให้พนักงานรู้สึกเหมือนได้หลุดจากบรรยากาศตึงๆ ของงาน ไปอยู่กลางธรรมชาติแบบไม่รู้ตัว

การจัดการพื้นที่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ

ควรออกแบบออฟฟิศให้ใช้งานได้จริง และรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เช่น มุมพักผ่อนที่หันหน้าออกสวน โต๊ะทำงานที่มองออกไปเห็นวิวต้นไม้ หรือห้องประชุมที่มีแสงเข้าตามธรรมชาติ ซึ่งการจะทำให้สเปซออกมาเวิร์กแบบนี้ ต้องอาศัยการวางแปลนร่วมกับสถาปนิกออกแบบภายในที่เข้าใจทั้งเรื่องฟังก์ชันและอารมณ์ร่วมของพื้นที่ ถึงจะได้ออฟฟิศที่ไม่ใช่แค่สวยงาม แต่พนักงานก็แฮปปี้ขึ้นจริง

สรุป

การสร้างพื้นที่ทำงานที่เชื่อมโยงธรรมชาติ เรียกได้เป็นการลงทุนกับคุณภาพชีวิตของคนในออฟฟิศแบบระยะยาว เพราะแค่ปรับมุมเล็กๆ ให้รับแสงธรรมชาติ หรือเติมสีเขียวเข้าไปบ้าง ก็ช่วยให้บรรยากาศทำงานดีขึ้นแบบเห็นผล ใครที่กำลังวางแผนออกแบบออฟฟิศหรือรีโนเวตใหม่ ลองคิดเผื่อแนวทาง Biophilic Design เอาไว้ตั้งแต่ต้น จะได้ทั้งสเปซที่ใช้งานได้จริงและบรรยากาศที่ใครเข้ามาก็อยากอยู่ต่อ ถ้าไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองปรึกษาสถาปนิกออกแบบภายในที่เข้าใจทั้งเรื่องดีไซน์และการตกแต่งภายในออฟฟิศแบบเข้าถึงไลฟ์สไตล์คนทำงานดูสิ แล้วจะรู้ว่าธรรมชาติอยู่ใกล้กว่าที่คิด

FAQ

Biophilic Design แตกต่างจากการปลูกต้นไม้ในออฟฟิศอย่างไร?

  • Biophilic Design ไม่ใช่แค่การเอาต้นไม้มาวางให้สวยๆ แต่คือแนวคิดการออกแบบที่มองภาพใหญ่กว่านั้น ทั้งแสงธรรมชาติ เสียง กลิ่น วัสดุ และบรรยากาศที่ทำให้คนรู้สึกเชื่อมโยงกับธรรมชาติได้แบบรอบด้าน

การนำ Biophilic Design มาใช้ในออฟฟิศมีค่าใช้จ่ายสูงหรือไม่?

  • ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอไป เพราะการเลือกใช้วัสดุธรรมชาติหรือการตกแต่งด้วยต้นไม้เล็กๆ ก็ช่วยได้แล้ว งบมากงบน้อยก็ปรับใช้ได้ตามขอบเขต โดยมีหลายแนวทางที่ประหยัดและคุ้มค่า

ออฟฟิศขนาดเล็กสามารถนำ Biophilic Design ไปใช้ได้หรือไม่?

  • ได้แน่นอน ถึงพื้นที่จะไม่เยอะ แต่การวางต้นไม้กระถางเล็กๆ ใช้สวนแนวตั้ง หรือใช้สี ลวดลาย และแสงธรรมชาติ ก็ช่วยเติมความเป็นธรรมชาติให้กับมุมเล็กๆ ได้แบบลงตัว

Biophilic Design ช่วยลดความเครียดได้อย่างไร?

  • ธรรมชาติมีผลกับร่างกายและจิตใจมากกว่าที่คิด การอยู่ในพื้นที่ที่มีต้นไม้ สีเขียว หรือแสงธรรมชาติ ช่วยลดระดับฮอร์โมนความเครียด (อย่างคอร์ติซอล) ทำให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้นจริง

มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สนับสนุนประโยชน์ของ Biophilic Design หรือไม่?

  • มีหลายงานวิจัยที่ยืนยันว่า Biophilic Design ช่วยให้สุขภาพดีขึ้น เพิ่มโฟกัส ลดความเหนื่อยล้า และทำให้คนมีความสุขในการทำงานมากขึ้นจริง ไม่ใช่แค่ความรู้สึกแต่เห็นผลเป็นตัวเลขได้เลย

PH/AD เราคือผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายในครบวงจรโดยคุณ ปัทม์ สุวรรณสา สถาปนิกที่หลงไหลในการออกแบบสถาปัตยกรรม PH/AD ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน สร้างสรรค์พื้นที่ในฝันของคุณให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบบ้าน ออกแบบภายในออฟฟิศ โดยทีมสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ สอบถามรายละเอียด ติดต่อ 080-269-5741 หรือ คลิกที่นี่