ตึกสูงในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบออฟฟิศให้รองรับแรงแผ่นดินไหวได้ถึงระดับไหน

แม้ประเทศไทยจะไม่ได้ตั้งอยู่บนรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกโดยตรง แต่สถานการณ์แผ่นดินไหวในภูมิภาค โดยเฉพาะจากรอยเลื่อนขนาดใหญ่ในประเทศเมียนมาร์และทางภาคตะวันตกของไทย ก็สามารถส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงกรุงเทพมหานครได้ ด้วยลักษณะทางธรณีวิทยาที่เป็นดินอ่อน ทำให้กรุงเทพฯ สามารถขยายแรงสั่นสะเทือนได้มากขึ้น อาคารสูงจึงมีความเสี่ยงเป็นพิเศษ
ดังนั้น การ ออกแบบ ออฟฟิศ และอาคารสูงในกรุงเทพฯ จึงต้องให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของผู้ใช้งาน การออกแบบโครงสร้างให้สามารถรองรับแรงสั่นสะเทือนจากแผ่นดินไหวได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งยวด เพื่อลดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สิน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่ต้องทำงานในอาคารสูงทุกวัน
อาคารสูงในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบให้รองรับแรงแผ่นดินไหวได้ถึงระดับไหน?
ตามกฎหมายควบคุมอาคารฉบับล่าสุด (พ.ศ. 2564) กรุงเทพมหานครถูกจัดให้เป็น “บริเวณเฝ้าระวัง” ซึ่งหมายความว่าอาคารที่เข้าข่ายตามที่กฎหมายกำหนด จะต้องได้รับการออกแบบให้สามารถต้านทานแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวได้
แทนที่จะระบุเป็นมาตราริกเตอร์ (Richter) โดยตรง มาตรฐานทางวิศวกรรมสมัยใหม่จะกำหนดความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวโดยใช้ค่า “ความเร่งตอบสนองเชิงสเปกตรัม (Spectral Response Acceleration)” ซึ่งเป็นค่าที่สะท้อนถึงแรงกระทำต่ออาคารที่ความสูงต่างๆ ได้แม่นยำกว่า โดยอาคารสูงในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบให้สามารถรับมือกับแรงสั่นสะเทือนที่มีโอกาสเกิดขึ้นในรอบประมาณ 2,500 ปี (หรือความน่าจะเป็น 2% ที่จะเกิดขึ้นใน 50 ปี) ซึ่งเทียบเท่ากับแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ที่เกิดในระยะไกล
ปัจจัยที่มีผลต่อการกำหนดระดับการรองรับแผ่นดินไหว ได้แก่:
- ลักษณะทางธรณีวิทยา: พื้นที่กรุงเทพฯ เป็นดินเหนียวอ่อน ซึ่งสามารถขยายแรงสั่นสะเทือน (Amplification) ได้มากกว่าพื้นที่ดินแข็ง
- ความสำคัญของอาคาร: อาคารที่มีความสำคัญสูง เช่น โรงพยาบาล สถานีดับเพลิง หรืออาคารสาธารณะขนาดใหญ่ จะต้องออกแบบด้วยมาตรฐานที่เข้มงวดกว่าอาคารทั่วไป

สำรวจมาตรฐานกฎหมายไทย ตั้งแต่ปี 2540 ถึงฉบับล่าสุดปี 2564
พัฒนาการของกฎหมายควบคุมอาคารด้านแผ่นดินไหวในไทยสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจและความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
- ก่อนปี พ.ศ. 2540: ยังไม่มีข้อบังคับเฉพาะสำหรับการออกแบบอาคารเพื่อต้านทานแผ่นดินไหวในประเทศไทย
- กฎกระทรวงฉบับที่ 49 (พ.ศ. 2540): ถือเป็นกฎหมายฉบับแรกที่กำหนดให้อาคารบางประเภทในบางพื้นที่ต้องคำนวณแรงจากแผ่นดินไหว แต่ยังเป็นวิธีการคำนวณแบบสถิตอย่างง่าย และกรุงเทพฯ ยังไม่ถูกรวมอยู่ในพื้นที่บังคับ
- มาตรฐาน มยผ. 1301/1302 (พ.ศ. 2550 เป็นต้นมา): กรมโยธาธิการและผังเมือง (ยผ.) ได้ออกมาตรฐานการออกแบบอาคารต้านทานแผ่นดินไหว (มยผ.) ซึ่งมีความละเอียดและซับซ้อนมากขึ้น มีการแบ่งพื้นที่เสี่ยงภัยและนำวิธีการวิเคราะห์เชิงพลศาสตร์ (Dynamic Analysis) มาใช้ ทำให้การออกแบบแม่นยำขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- กฎกระทรวงกำหนดการรับน้ำหนัก… พ.ศ. 2564: นี่คือฉบับล่าสุดที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยกฎกระทรวงฉบับนี้ได้ บังคับให้อาคารที่เข้าข่ายต้องออกแบบตามมาตรฐาน มยผ. 1302-61 ซึ่งเป็นเวอร์ชันที่ปรับปรุงใหม่ล่าสุด ทำให้ข้อกำหนดมีความเข้มงวดและครอบคลุมยิ่งขึ้น โดยกำหนดให้อาคารสูงเกิน 23 เมตร หรืออาคารสาธารณะขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ต้องออกแบบให้ต้านทานแผ่นดินไหว
หน่วยงานหลักที่กำหนดและบังคับใช้มาตรฐานคือ กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยทำงานร่วมกับสภาวิศวกรและสภาสถาปนิก
FAQ (คำถามที่พบบ่อย)
อาคารสูงในกรุงเทพฯ ที่สร้างก่อนปี 2540 มีความเสี่ยงต่อแผ่นดินไหวมากน้อยแค่ไหน?
ตอบ: อาคารเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีข้อกำหนดด้านการต้านทานแผ่นดินไหวโดยเฉพาะ จึงถือว่ามีความเสี่ยงสูงกว่าอาคารที่สร้างขึ้นภายใต้กฎหมายใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าอาคารจะถล่มทันทีเมื่อเกิดแผ่นดินไหว ความแข็งแรงขึ้นอยู่กับคุณภาพการออกแบบและการก่อสร้างดั้งเดิม หากไม่แน่ใจควรปรึกษาวิศวกรผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำการประเมินโครงสร้าง
เจ้าของอาคารสำนักงานสามารถตรวจสอบความสามารถในการรองรับแผ่นดินไหวของอาคารได้อย่างไร?
ตอบ: สามารถเริ่มต้นโดยการสอบถามข้อมูลจากนิติบุคคลของอาคาร เพื่อขอดูแบบก่อสร้างหรือรายงานการตรวจสอบอาคาร สำหรับการประเมินที่แม่นยำ ควรว่าจ้างวิศวกรโยธาที่มีใบอนุญาตทำการประเมินความสามารถในการต้านทานแผ่นดินไหวของโครงสร้าง (Seismic Evaluation)
การออกแบบออฟฟิศภายในอาคารสูงให้รองรับแผ่นดินไหว มีข้อควรพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่ นอกเหนือจากการออกแบบโครงสร้างอาคาร?
ตอบ: มีแน่นอนครับ ความปลอดภัยไม่ได้จบที่โครงสร้าง แต่รวมถึงการ ออกแบบ ภายใน ออฟฟิศ ด้วย สำหรับการ ตกแต่ง ภายใน สำนักงาน ควรพิจารณาดังนี้:
- การยึดเฟอร์นิเจอร์: ตู้เก็บเอกสารทรงสูง ชั้นวางของ หรือตู้ล็อกเกอร์ ควรถูกยึดติดกับผนังอย่างมั่นคง
- ระบบฝ้าเพดาน: ฝ้าเพดานแบบแขวน (T-Bar) ควรมีการติดตั้งโครงยึดค้ำยันกันไหว (Seismic Bracing) เพื่อป้องกันการร่วงหล่น
- ผนังเบาและกระจก: ผนังกั้นห้องและประตูกระจกต้องได้รับการติดตั้งอย่างแข็งแรงตามมาตรฐาน
- การจัดวาง: ไม่ควรวางสิ่งของที่มีน้ำหนักมากไว้บนที่สูง โดยเฉพาะเหนือพื้นที่ทำงานของพนักงาน
หากเกิดแผ่นดินไหว ผู้ที่อยู่ในอาคารสำนักงานสูงควรปฏิบัติตนอย่างไรเพื่อความปลอดภัย?
ตอบ: ให้ยึดหลัก “หมอบ (Drop), ป้อง (Cover), จับ (Hold On)” คือ หมอบลงใต้โต๊ะที่แข็งแรง, ใช้แขนป้องศีรษะและลำคอ, และจับขาโต๊ะไว้ให้มั่นคง อยู่ให้ห่างจากหน้าต่าง สิ่งของที่อาจร่วงหล่น และห้ามใช้ลิฟต์โดยเด็ดขาด
ในอนาคต มาตรฐานการออกแบบอาคารสูงในกรุงเทพฯ มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด?
ตอบ: แนวโน้มในอนาคตมุ่งไปสู่ “การออกแบบโดยเน้นสมรรถนะ (Performance-Based Design)” ซึ่งเป็นการออกแบบเพื่อให้ตัวอาคารมีความเสียหายในระดับที่ควบคุมได้และยังคงใช้งานต่อได้หลังเกิดแผ่นดินไหว รวมถึงการนำเทคโนโลยีขั้นสูงมาใช้มากขึ้น เช่น อุปกรณ์ลดแรงสั่นสะเทือน (Dampers) หรือระบบฐานแยกจากแผ่นดินไหว (Base Isolation) โดยเฉพาะในอาคารที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
PH/AD เราคือผู้ให้บริการออกแบบตกแต่งภายในครบวงจรโดยคุณ ปัทม์ สุวรรณสา สถาปนิกที่หลงไหลในการออกแบบสถาปัตยกรรม PH/AD ให้บริการออกแบบตกแต่งภายใน สร้างสรรค์พื้นที่ในฝันของคุณให้เป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น ออกแบบบ้าน ออกแบบภายในออฟฟิศ โดยทีมสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญ สอบถามรายละเอียด ติดต่อ 080-269-5741 หรือ คลิกที่นี่
